ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการซื้อของธนาคารกลาง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อภาระการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลง ช่วยผ่อนแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ราคาทองคำตลาดโลก ณ เวลา 07.09 น. ตามเวลาประเทศไทย เพิ่มขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 4,365.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามรายงานของ The Wall Street Journal
การฟื้นตัวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสัญญาทองคำสหรัฐปรับลดลงในวันจันทร์ โดยสัญญาส่งมอบเดือนกันยายนปิดลดลง 40.10 ดอลลาร์ หรือ 0.9% ที่ 4,345.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากราคาปรับขึ้นรวม 2.2% ในช่วงสามวันทำการก่อนหน้า ตามข้อมูลที่ MarketWatch รายงาน
บอนด์ยีลด์ลดลงช่วยผ่อนแรงกดดัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลงมากกว่า 0.04 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ประมาณ 4.951% หลังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5% ในช่วงก่อนหน้า
การลดลงของผลตอบแทนพันธบัตรช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังถือว่าอยู่ในระดับสูง และยังเป็นปัจจัยที่ตลาดทองคำติดตามอย่างใกล้ชิด
ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวบริเวณ 100.39 ในช่วงเช้า ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าในตลาด COMEX เพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% ตามรายงานภาวะตลาดของ Financial Express
ดอลลาร์ที่ยังทรงตัวเหนือระดับ 100 เป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของทองคำบางส่วน เพราะทำให้ทองคำซึ่งซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์มีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินอื่น
ตลาดหุ้นฟื้น ลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยบางส่วน
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ โดยดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.49% ขณะที่ Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 2.26% และปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 0.71%
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นและบรรยากาศรับความเสี่ยงที่ดีขึ้นทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงบางส่วน อย่างไรก็ดี ราคาทองคำกลับมาปรับตัวขึ้นในช่วงต้นตลาดเอเชีย สะท้อนว่าปัจจัยสนับสนุนระยะยาวยังคงมีบทบาทต่อความต้องการทองคำ
ธนาคารกลางยังซื้อทองคำเพิ่ม
ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกมีการซื้อทองคำสุทธิรวม 23 ตันในเดือนกรกฎาคม ทำให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ประมาณ 130 ตัน
ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำเพิ่ม 20 ตันในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ 21 ติดต่อกันของการเพิ่มทุนสำรองทองคำ และทำให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 60 ตัน ส่วนธนาคารกลางโปแลนด์ซื้อเพิ่ม 8 ตันในเดือนเดียวกัน และมียอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปี 90 ตัน
ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ช่วยสนับสนุนตลาด แม้ราคาในระยะสั้นจะยังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และผลตอบแทนพันธบัตร
ราคาน้ำมันฟื้นเล็กน้อยหลังลดลงหลายวัน
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าวันอังคาร หลังลดลงต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 0.64% มาอยู่ที่ประมาณ 100.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสเพิ่มขึ้น 0.55% อยู่ที่ 92.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แม้ราคาน้ำมันจะลดลงจากระดับสูงในช่วงต้นเดือน แต่ตลาดยังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความต่อเนื่องของการส่งออกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากความผันผวนของราคาพลังงานอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญ
ดอกเบี้ยขาขึ้นยังเป็นปัจจัยถ่วงตลาดทองคำ
ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่นต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่เกี่ยวข้องกับราคาพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แม้ราคาทองคำจะได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการของธนาคารกลางและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นแรงต้านสำคัญ เนื่องจากเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับทองคำ
ในระยะต่อไป ตลาดจะติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ ความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตร ตลอดจนสถานการณ์ด้านพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงินรอบถัดไป
หมายเหตุ: ข่าวนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะตลาดทองคำและเศรษฐกิจโดยทั่วไป มิใช่คำแนะนำหรือการชักชวนให้ซื้อหรือขายทองคำหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด ผู้ติดตามข้อมูลควรพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน
เรียบเรียงข่าวโดย GOLD.in.th
ที่มา: สมาคมค้าทองคำ