ราคาทองคำโลกอ่อนตัวลงในช่วงเช้าวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 หลังข้อมูลภาคบริการของสหรัฐสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังขยายตัว
ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวปรับขึ้น และเงินดอลลาร์แข็งค่า กดดันความต้องการทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
เวลา 10.10 น. ตามเวลาประเทศไทย Gold Spot เคลื่อนไหวบริเวณ 4,130.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 9.60 ดอลลาร์ หรือ 0.23% จากราคาปิดก่อนหน้า หลังซื้อขายใกล้ 4,137.70 ดอลลาร์ในช่วงปลายตลาดสหรัฐ โดยแรงสนับสนุนจากโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ถูกหักล้างด้วยแรงกดดันจากตลาดพันธบัตรและเงินดอลลาร์
ต้นทุนภาคบริการสหรัฐเพิ่มขึ้น แม้ดัชนีรวมชะลอลง
สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ รายงานว่า ดัชนีภาคบริการเดือนกันยายนอยู่ที่ 54.9 จุด ลดลงจาก 55.4 จุดในเดือนสิงหาคม และต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงสูงกว่าระดับ 50 จุด ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมภาคบริการของสหรัฐยังขยายตัว ขณะที่ดัชนีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 50.1 จุด และกลับเข้าสู่ระดับขยายตัวเล็กน้อย
ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญอยู่ที่ดัชนีราคาที่ภาคบริการจ่ายให้ผู้ผลิต ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 72.6 จุด เป็น 74.0 จุด สูงกว่าการคาดการณ์ของตลาด และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 ดัชนีดังกล่าวอยู่เหนือ 70 จุดเป็นครั้งที่หกในรอบเจ็ดเดือน สะท้อนว่าธุรกิจภาคบริการยังเผชิญต้นทุนสินค้า วัตถุดิบ พลังงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในระดับสูง
ข้อมูลด้านราคาทำให้ตลาดยังคงติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อ แม้รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานขยับขึ้นเป็น 4.2% ซึ่งเป็นข้อมูลที่ลดแรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้
ยีลด์พันธบัตรระยะยาวขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบกว่า 24 ปี
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นแตะ 5.349% ระหว่างวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2545 ก่อนลดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 5.30–5.32% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปแตะประมาณ 5.703% ก่อนปิดใกล้ 5.664%
การเพิ่มขึ้นของยีลด์เกิดขึ้นหลังตลาดประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวเพียงพอที่จะทำให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับแรงกดดันเงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านการคลัง และปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
ดอลลาร์แข็งค่าเพิ่มแรงกดดันต่อทองคำ
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับขึ้นแตะประมาณ 102.535 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของยีลด์พันธบัตรสหรัฐ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการคลังและการเมืองในยุโรปที่กดดันเงินยูโร
เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าทำให้ทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์มีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น และเป็นอีกปัจจัยที่จำกัดการฟื้นตัวของราคาทองคำในช่วงต้นสัปดาห์
ตลาดยังให้น้ำหนักเฟดคงดอกเบี้ยเดือนตุลาคม
ตลาดสัญญาดอกเบี้ยประเมินความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนตุลาคมไว้ประมาณ 22–24% ลดลงจากประมาณ 70% ในสัปดาห์ก่อน หลังตัวเลขการจ้างงานเดือนกันยายนออกมาต่ำกว่าคาด
อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาจ่ายภาคบริการที่เพิ่มขึ้นเป็น 74.0 จุด ทำให้ตลาดยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เฟดอาจกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี โดยเฉพาะหากแรงกดดันจากราคาพลังงานและต้นทุนภาคบริการยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของตลาด ไม่ใช่การตัดสินใจของเฟด
น้ำมันปรับลง แต่ Brent ยังอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงในตลาดวันจันทร์ หลังมีสัญญาณว่าปริมาณส่งออกจากตะวันออกกลางฟื้นตัว ประกอบกับการปล่อยน้ำมันและดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉินของกลุ่มประเทศ G7 และการปรับลดราคาน้ำมันส่งออกสำหรับลูกค้าเอเชียของซาอุดีอาระเบีย
น้ำมันดิบ WTI ปิดใกล้ 89.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงประมาณ 1.8% ส่วน Brent ปิดบริเวณ 100.32 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 1.9% แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อบางส่วน แต่ตลาดยังติดตามความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งพลังงาน
ตลาดติดตามดุลการค้าสหรัฐและรายงานประชุมเฟด
เวลา 19.30 น. คืนวันที่ 6 ตุลาคม ตามเวลาประเทศไทย ตลาดจะติดตามรายงานการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐประจำเดือนสิงหาคม ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐและสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐ
จากนั้นตลาดจะรอรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดเดือนกันยายน ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่เวลา 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม ตามเวลาประเทศไทย รายงานดังกล่าวจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการพิจารณาด้านเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และตลาดแรงงาน ก่อนที่คณะกรรมการจะมีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15–16 กันยายน ทั้งนี้ เฟดเผยแพร่รายงานการประชุมตามปกติประมาณสามสัปดาห์หลังการตัดสินใจด้านนโยบาย
หมายเหตุ: ข่าวนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะตลาดทองคำและเศรษฐกิจโดยทั่วไป มิใช่คำแนะนำหรือการชักชวนให้ซื้อหรือขายทองคำหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด ผู้ติดตามข้อมูลควรพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน
เรียบเรียงข่าวโดย GOLD.in.th
ที่มา: สมาคมค้าทองคำ