ภายหลังการค้นพบ “กลองมโหระทึก” ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง  ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในวงการโบราณคดีไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 กรมศิลปากรได้ประกาศการค้นพบโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกชิ้น คือ “แหวนทองคำมีจารึก” จากการลงพื้นที่เก็บหลักฐานทางโบราณคดี ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

การค้นพบดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มคุณค่าให้กับแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ แต่ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มภาพประวัติศาสตร์การค้า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการติดต่อกับดินแดนโพ้นทะเลของผู้คนในอดีตได้อย่างมีนัยสำคัญ


แหวนทองคำจากโครงกระดูกหมายเลข 4 อายุกว่า 2000 ปี

เปิดรายละเอียดการค้นพบกลางหลุมขุดค้น ในการทำงานของนักโบราณคดี กรมศิลปากร ขณะที่กำลังเร่งเก็บกู้และบันทึกข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็น โครงกระดูกมนุษย์โบราณ ทีมงานได้ขุดพบแหวนทองคำเพิ่มเติมจำนวน 2 วง จากบริเวณโครงกระดูกหมายเลข 4

ความพิเศษอยู่ที่แหวน 1 ใน 2 วงนั้น ส่วนของ หัวแหวนมีการสลักอักษรโบราณ เอาไว้ ซึ่งมีลักษณะเป็นแหวนตราประทับ จากการตรวจสอบและศึกษาเบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าเป็น “อักษรพราหมี” (Brahmi script) ซึ่งเป็นอักษรอินเดียโบราณ และประเมินว่ามีอายุเก่าแก่ย้อนกลับไปถึง ประมาณ 2,000 ปี เลยทีเดียว

สันนิษฐานว่า เจ้าของแหวนน่าจะอยู่ในวรรณะแพศย์ (พ่อค้า) ส่วนแหวนอีกหนึ่งวง ไม่มีลวดลายประดับตกแต่ง ทั้งนี้ เคยมีการค้นพบอักษรพราหมีบนตราประทับและเครื่องประดับมาแล้วในแหล่งโบราณคดีบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ แหล่งโบราณคดีคลองท่อม จ.กระบี่ และแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จ.ชุมพร เป็นต้น


ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

สุวรรณภูมิเชื่อมโยงอินเดีย กรมศิลปากรระบุว่า การค้นพบแหวนทองคำสลักอักษรพราหมี (𑀩𑁆𑀭𑀸𑀳𑁆𑀫𑀻, อ่านว่า “พรา-มี”) ในครั้งนี้ ถือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นเอกที่ช่วยสะท้อนภาพความสัมพันธ์ในอดีตได้อย่างชัดเจนใน 3 มิติหลัก:

  1. ด้านการค้าทางทะเล: แสดงให้เห็นว่าพื้นที่บริเวณดอนยายทอง จ.เพชรบุรี ในอดีต 2,000 ปีก่อน น่าจะเป็นจุดยุทธศาสตร์หรือสถานีการค้าที่มีการติดต่อกับพ่อค้าชาวอินเดียโบราณ
  2. ด้านวัฒนธรรมและการรับอิทธิพล: เป็นเครื่องยืนยันว่าดินแดนแถบสุวรรณภูมิ (ซึ่งรวมถึงพื้นที่ประเทศไทยในปัจจุบัน) มีการเปิดรับและแลกเปลี่ยนอารยธรรมกับอินเดียมาตั้งแต่ช่วงต้นประวัติศาสตร์
  3. การเปรียบเทียบเชิงพื้นที่: จารึกอักษรพราหมีบนเครื่องประดับทองคำในลักษณะนี้ เคยมีการศึกษาพบในแหล่งโบราณคดีสำคัญอื่น ๆ ของไทยด้วยเช่นกัน (เช่น ที่ภูเขาทอง จ.ระนอง) การพบที่เพชรบุรีเพิ่มเติมจึงช่วยขยายขอบเขตการรับรู้เรื่องเส้นทางการเดินทางของคนโบราณได้กว้างขึ้น


ขั้นตอนอนุรักษ์ตามหลักวิชาการ

ขั้นตอนต่อไปและการอนุรักษ์ตามหลักวิชาการ เนื่องจากหลุมขุดค้นนี้มีโบราณวัตถุและโครงกระดูกมนุษย์อยู่ร่วมด้วย กรมศิลปากรจึงจัดทีมเฉพาะกิจโดยมี ทีมนักวิทยาศาสตร์ของกรมศิลปากร เข้ามาร่วมกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

การจัดเก็บแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก คือ จัดเก็บแยกเป็นรายชิ้นส่วนสำหรับกลุ่มที่โครงกระดูกมีความพร้อม และการใช้วิธี “ผนึกโครงกระดูกเพื่อป้องกันแล้วยกขึ้นมาทั้งแท่นดิน” สำหรับกลุ่มโครงกระดูกที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยโบราณวัตถุทั้งหมด รวมถึงแหวนทองคำชิ้นประวัติศาสตร์นี้ จะถูกส่งมอบให้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เพื่อทำการอนุรักษ์ รักษา และศึกษาวิจัยในเชิงลึกต่อไป

อ้างอิงข้อมูลจาก

สนามข่าว ช่อง 7 HD : https://youtu.be/jATc8MYE8tU?si=JbS2BUu6dngNzFAj
ไทยพีบีเอส (Thai PBS) : https://www.thaipbs.or.th/news/content/507855
สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี: https://www.facebook.com/Silpakornone

ที่มา: สมาคมค้าทองคำ